Tuesday

ก้านต่างหู ทำเองก็ได้ง่ายจัง

มาอีกแล้วค่ะ อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เพื่อนๆ ประหยัดกับงานฝีมือได้ วันนี้จะสอนวิธีทำก้านต่างหูแบบง่ายๆ ค่ะ

อุปกรณ์ที่ใช้
1. Head pin / Eye pin / Ball pin ความยาว 4 ซม. ขึ้นไป ใช้อันไหนก็ได้ค่ะ ถ้าใช้ เฮดพินหรืออายพินก็จะได้ก้านต่างหูแบบเดียวกัน แต่ถ้าอยากให้เก๋หน่อยก็ใช้แบบบอลพิน จะได้ก้านต่างหูที่มีจุดกลมๆ น่ารักอยู่ตรงห่วงค่ะ ถ้าคุณมีผิวแพ้ง่ายก็ให้ใช้วัสดุเงินแท้ ถ้าไม่แพ้ก็ใช้โรเดียมหรือนิเกิลเอาก็ได้ค่ะ แล้วแต่จะสะดวก
2. คีมขนาดเล็ก ถ้าไม่มีลองไปค้นดูในกล่องอุปกรณ์ของคุณพ่อหรือคุณแฟนก่อน เพราะปกติผู้ชายมักจะมีอุปกรณ์พวกนี้ไว้ใช้อยู่แล้ว
3. ปากกา หรือดินสอ
4. ตะไบ

เริ่มเลยนะคะ
1. ถ้าใช้เฮดพิน แบบรูปตัวที ให้ตัดบริเวณหัวทิ้งก่อน ถ้าใช้อายพินหรือบอลพินก็ไม่ต้องตัดค่ะ

2. ใช้คีมขนาดเล็ก ม้วนปลายลวดให้เป็นวงกลมขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.4-0.5 ซม. เวลาด้ดให้เว้นช่องว่างไว้เล็กน้อย บริเวณห่วงควรมีลักษณะคล้ายตัว C ไม่ใช่ตัว O ถ้าคุณใช้อายพินก็ข้ามข้อนี้ไปได้เลยค่ะเพราะมันมีห่วงให้อยู่แล้ว 3. ใช้ปากกาหรือดินสอดัดลวดให้เป็นทรงโค้ง


4. ดัดลวดบริเวณที่ติดกับห่วงให้ชิดเข้าใกล้ห่วงมากขึ้น ตัดปลายลวดให้มีความยาวเหมาะสม พร้อมทั้งดัดปลายให้งอนออกเพื่อง่ายต่อการสวมใส่

6. ใช้ตะไบ ขัดปลายลวดเพื่อไม่ให้ลวดบาดเนื้อเวลาใส่ต่างหูค่ะ


เสร็จแล้วค่ะ แค่นี้คุณก็ได้ต่างหูแบบที่คุณต้องการ ง่ายมากเลยใช่มั้ยคะ เราเชื่อว่าคนที่ชอบร้อยลูกปัดแทบทุกคนน่าจะมีคีมและ Head pin หรือ Eye pin ติดบ้านอยู่แล้ว ก็เท่ากับว่าคุณไม่ต้องเสียเงินเพิ่มเลยค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ ถ้ามีอะไรน่าสนใจอีกจะเอามาบอกกันแน่นอนค่ะ

วิธีเลือกซื้อเอ็นร้อยลูกปัดแบบคุ้มสุดๆ 2

ต่อค่ะ

อย่างที่เราเคยได้บอกไปนะคะว่าสายโมโนนั้นจัดเป็นสายที่ความแข็งแรงน้อยที่สุด แต่ในขณะเดียวกันราคามันถูกที่สุดทำให้มีคนนิยมใช้กันเยอะ โดยเฉพาะในเมืองไทยนี่จัดได้ว่าเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ร้อยไว้ใส่เอง หรือเป็นของขวัญ (คือคนที่ไม่ได้ทำเป็นธุรกิจใหญ่โตขายตามห้างหรือมีโรงงานเอง) ส่วนใหญ่ใช้เอ็นโมโนเกือบทั้งหมด อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้ผลิตก็พยายามปรับปรุงให้สายของตนมีคุณภาพดีขึ้นอยู่ตลอด ดังนั้นคำว่าแข็งแรงน้อยที่สุด เป็นผลมาจากการเทียบกับสายชนิดอื่นเฉยๆ นะคะ ไม่ได้บอกว่ของเค้าไม่ดี นอกจากนี้แล้วก็มีสายประเภทอีกประเภทหนึ่งที่สามารถใช้ร้อยลูกปัดได้ ซึ่งก็คือสายถักค่ะ

สายถักเป็นสายประกอบขึ้นด้วยการถักสายเส้นเล็กๆ หลายๆ เส้น ยิ่งประกอบจากจำนวนเส้นที่มากราคาก็ยิ่งแพง วัสุดที่ใช้ก็มีหลายอย่างเช่นเส้นด้าย หรือสายไฟเบอร์ หรือสายเคเบิ้ล โดยถ้าเป็นสายเคเบิ้ลจะเป็นลักษณะควั่นเป็นเกลียวไม่เชิงถัก และมักจะใช้ไนลอนเคลือบผิวนอกอีกชั้นเพื่อให้เกิดเป็นสีต่างๆ ถ้าเราเอามือจับและรูดไปตามสาย จะรู้สึกเลยว่าผิวจะเป็นลอน ไม่เรียบเหมือนสายโมโน สายถักที่ผลิตสำหรับงานฝีมือนั้นที่นิยมก็มียี่ห้อ บีดาลอน (Beadalon) ในเมืองไทยเราเคยเห็นอยู่ที่เดียวคือในร้านภิญญ์ สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ แต่มีสีให้เลือกน้อยมาก ราคาก็ค่อนข้างแพง ของบีดาลอนจะแบ่งคุณภาพออกเป็น 3 แบบหลักๆ คือ 7 strands, 19 strands และ 49 strands สำหรับสาย 49 strands นั้นจะมีราคาแพงที่สุดและเป็นที่นิยมในหมู่คนที่ทำงานออกแบบหรือขายเครื่องประดับ (หรือใครก็ตามที่มีตังค์เหลือเฟือ 55)

ถ้าเป็นสายถักสำหรับตกปลาจะมี 2 ยี่ห้อที่ beader นิยมใช้กัน คือ ไฟร์ไลน์ (Fireline) และ พาวเวอร์โปร (Power Pro) 2 ยี่ห้อนี้ถึงแม้ผลิตมาเพื่อนักตกปลาแต่ก็เหมาะสำหรับงานร้อยลูกปัดมาก จนทำให้มีบริษัทผลิตอุปกรณ์งานฝีมือแห่งหนึ่ง สั่งทำสายของ 2 ยี่ห้อนี้ไว้ขาย Beader จำนวนมาก ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างดี

แต่ๆๆๆๆๆๆๆ เราดันไปรู้ความลับของเค้าเข้า คือ ปกติแล้วสาย 2 ยี่ห้อนี้ถ้าขายในร้านขายอุปกรณ์งานฝีมือราคาจะแพงกว่าแบบที่ขายในแผนกกีฬาหรืออุปกรณ์ตกปลามาก ทั้งที่จริงๆ แล้วมันก็เป็นสายเส้นเดียวกันเพียงแต่แพ็คลงกล่องคนละกล่องกันเท่านั้นเอง ที่ทราบเพราะเราเคยถามไปยังแผนกลูกค้าสัมพันธ์ของยี่ห้อไฟร์ไลน์ เค้าตอบว่าเป็นสายเดียวกัน ส่วนของพาวเวอร์โปรนั้นยังไม่เคยถามหรือใช้ของเค้ามาก่อน แต่จากที่ได้อ่านตามฟอรั่มงานฝีมือต่างๆ คาดว่าเป็นลักษณะเดียวกัน

ต่อไปเป็นวิธีเลือกซื้อนะคะ ถ้าคุณชอบความสะดวกสบายก็สามารถใช้ตราระฆังหรือซูฟิกซ์ ซูพรีมต่อไปได้ เพราะสองยี่ห้อนี้เป็นสายเอ็นที่หาซื้อได้ง่ายที่สุด แต่ถ้าคุณอยากประหยัด และเปิดหูเปิดตากับประสบการณ์ใหม่ๆ ก็ลองเดินเข้าไปในร้านขายอุปกรณ์ตกปลาใกล้บ้าน แล้วบอกเค้าว่า มาซื้อ "สายโหลด" เค้าจะถามว่าเอากี่ปอนด์ คุณก็บอกไปว่า "ขอหน้าตัด...ปอนด์" (ถ้าอยากได้ขนาดเล็กก็ 4, 6 ปอนด์ ถ้าขนาดใหญ่ก็ 8, 10 ปอนด์) แล้วเค้าก็จะเอายี่ห้อต่างๆ มาให้คุณเลือกค่ะ ทั้งนี้ ขนาดหน้าตัดและ Breaking Strain นั้นจะแตกต่างกันไปแล้วแต่ยี่ห้อค่ะ

เวลาเลือกก็อย่าลืมอ่านรายละเอียดด้วยนะคะ ถ้ามีข้อความต่อไปนี้ก็ยิ่งดีค่ะ Low memory, High tensile strength, High knot strength, High breaking strain, Superior castability, Low visibility เป็นต้นค่ะ ทั้งนี้ อย่าลืมว่าใครๆ ก็อยากขายของจึงอาจเป็นไปได้ว่าข้อความที่โฆษณาไว้บนฉลากหรือสติ๊กเกอร์นั้นอาจจะเกินจริงไปนิด แต่ถ้าเพื่อนๆ เลือกยี่ห้อที่มีชื่อเสียง ก็ไม่น่าจะมีปัญหาค่ะ

สำหรับราคา ถ้ายี่ห้อดีๆ หน่อย (Sufix, Berkley, Stren, Spiderwire) ที่เราเคยซื้อก็ยี่ห้อซูฟิกซ์ ม้วนละ 100 เมตร ราคาประมาณ 100 บาท ซึ่งราคาจะแตกต่างกันแล้วแต่รุ่น เพราะแต่ละรุ่นมีคุณสมบัติต่างกัน แต่ที่แน่ๆ รุ่นซูพรีม (Supreme) ที่เวปใหญ่ๆ เค้าขายกัน 150 บาทนั้น สเปคต่ำกว่ารุ่นที่เราซื้อในราคา 100 บาทซะอีก

ถ้าเป็นยี่ห้อที่ไม่ดังที่ไม่ใช่ตราระฆัง เราเคยซื้อม้วนละ 40-50 บาท เท่าที่ใช้มาก็คล้ายๆ กันค่ะ ไม่ค่อยเห็นความแตกต่างเท่าไหร่

ข้อมูลเท่านี้ก็เพียงพอให้เพื่อนๆ สามารถเลือกซื้อเอ็นร้อยลูกปัดคุณภาพดีได้ในราคาเหมาะสมแล้วค่ะ

วิธีเลือกซื้อเอ็นร้อยลูกปัดแบบคุ้มสุดๆ 1

บทความนี้อาจจะยาวหน่อยแต่รับรองว่าถ้าอ่านแล้วคุณจะเข้าใจและมั่นใจในการเลือกซื้ออุปกรณ์การร้อยมากขึ้น รวมถึงยังสามารถเลือกราคาที่เหมาะสมอีกด้วย

เพื่อนๆ ทราบกันหรือไม่ว่า เอ็นร้อยลูกปัดที่ขายกันในเมืองไทยนั้น ปัจจุบันมีอยู่หลักๆ แค่ 2 ยี่ห้อ คือ

1. ตราระฆัง - ราคาถูกมาก แต่สายจะแข็งและมีเมมโมรี่สูง (อย่าเพิ่งงงค่ะ เดี๋ยวอธิบายให้ฟัง)
2. ตราซูฟิก - ราคาแพงกว่าตราระฆังเล็กน้อย แต่สายจะนุ่มกว่า และเมมโมรี่ต่ำกว่า

สายเอ็นนั้น ภาษาอังกฤษเรียกว่า โมโนฟิลาเม้นท์ (Monofilament) โมโน แปลว่า หนึ่ง ส่วนฟีลาเม้นท์ แปลว่าเส้นด้ายหรือเชือก สรุปง่ายๆ Monofilament = สายพลาสติกเส้นเดี่ยว นั้นเองค่ะ

ฉลากหรือสติ๊กเกอร์ที่แปะอยู่บนม้วนของเอ็นนั้นปกติจะมีข้อมูลดังต่อไปนี้ค่ะ
- น้ำหนัก เป็นปอนด์หรือกิโลกรัม (Breaking Strain)
- ประเภทของวัสดุ (Nylon or Copolymer)
- ขนาดหน้าตัดเป็นนิ้ว หรือซม. (Line Diameter)
- คุณสมบัติพิเศษอื่นๆ เช่น Low Memory, Extra-Low Memory, Abrasion Resistance และคำอื่นๆ อีกมากมายหลายหลาก

บางคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องมีน้ำหนักมาเกี่ยวข้องด้วยเพราะเราเอาไปร้อยลูกปัด จริงๆ แล้วสายเอ็นนั้นส่วนมากผลิตเอาไว้เพื่อใช้ตกปลา ซึ่งเวลาตกปลาแต่ละชนิดก็ย่อมต้องการสายที่แข็งแรงมากน้อยต่างกัน ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของปลาค่ะ จริงๆ แล้วน้ำหนักของลูกปัดหรือคริสตัลนั้นน้อยมาก อาจจะเบากว่าปลาหางนกยูงด้วยซ้ำ แต่ไม่ใช่ว่าเรื่องน้ำหนักไม่สำคัญนะคะ เพราะยิ่งรับน้ำหนักได้มากแสดงว่ายิ่งแข็งแรง ซึ่งก็ยิ่งดีแน่นอนค่ะ

น้ำหนักจะสัมพันธ์กับขนาดหน้าตัดของสายเอ็น คือยิ่งรับน้ำหนักได้มาก สายจะยิ่งหนาซึ่งอาจเกิดปัญหาได้เวลาจะร้อยลูกปัดเบอร์ 15 หรือร้อยผ่านหลายๆ ครั้ง แต่จะมีสายอีกประเภทหนึ่ง เรียกว่า "สายโหลด" ซึ่งจะสามารถรับน้ำหนักได้มากกว่าสายธรรมดา ในความหนาที่เท่ากัน

ยกตัวอย่างนะคะ ปกติแล้วสายเอ็นธรรมดา ขนาดหน้าตัดที่เราชาว Beader ใช้จะหนา 0.2-0.3 ซม. ซึ่งขนาด 0.2 ซม.นั้น ปกติรับน้ำหนักได้ประมาณ 4 ปอนด์ ส่วนขนาด 0.3 ซม.จะรับได้ประมาณ 8 ปอนด์ แต่ถ้าเพื่อนๆ ซื้อสายโหลด ก็จะรับน้ำหนักได้มากกว่านั้น กล่าวคือ ขนาด 0.2 ซม. อาจจะรับได้ตั้งแต่ 10-15 ปอนด์ (แล้วแต่ยี่ห้อ) หรือขนาด 0.3 ซม. อาจจะรับได้ มากกว่า 20 ปอนด์เลยก็ได้

ในความเป็นจริงแล้วคงไม่มีใครใส่สร้อยที่มีน้ำหนัก 20 ปอนด์ (ประมาณ 9 กิโล) หรอกค่ะ แต่เราขอแนะนำว่า เวลาเลือกขนาด ให้เลือกขนาดใหญ่ที่สุดที่สามารถร้อยผ่านลูกปัดได้มากครั้งเท่าที่เราต้องการ พูดง่ายๆคือเป็นส่วนผสมระหว่างความสะดวกในการร้อย และความแข็งแรงค่ะ

ต่อมาเป็นเรื่องวัสดุ สายเอ็นส่วนมากจะมีอยู่ 2 แบบคือ
1. Nylon: สายไนล่อนผลิตจากพลาสติกชนิดหนึ่งที่คิดค้นโดยบริษัท Dupont
2. Copolymer: เป็นพลาสติกที่ประกอบด้วยไนล่อน ตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป
3. Fluorocarbon: สายฟลูโอโรคาร์บอนมีจุดขายอยู่ที่ความแข็งแรง ทนทานต่อรังสี UV (รังสี UV เป็นสิ่งที่ทำให้สายโมโนเสื่อมสภาพได้มากที่สุด) อีกทั้งยังมีความโปร่งแสงมากกว่าสายชนิดอื่น แต่เนื่องจากเราไม่เคยใช้เพราะทราบมาว่าสายค่อนข้างแข็งประกอบกับไปอ่านในฟอรั่มที่ไหนก็ไม่พบว่ามีใครใช้สายประเภทนี้ จึงไม่ขอกล่าวถึงในทีนี้นะคะ

สำหรับสายที่ทำจากวัสดุ 2 ประเภทแรกนั้น บางยี่ห้ออาจติดป้ายว่า Nylon monofilament ในขณะที่อีกยี่ห้อติดว่า Copolymer line แต่จริงๆ แล้วทั้ง 2 อย่างนี้ต่างก็ทำมาจากพลาสติกด้วยกันทั้งคู่ แต่เนื่องจากเราไม่ได้เรียนทางด้าน Plastic Engineering เลยไม่สามารถบอกข้อมูลเชิงลึกได้มากไปกว่านี้ แต่เราคิดว่าตราบใดที่เป็นสายโมโนเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น Nylon หรือ Copolymer ก็คงไม่ได้สร้างความแตกต่างในการทำงานฝีมือเท่าไหร่นัก เพราะยังมีคุณสมบัติด้านอื่นๆ ที่สำคัญกว่าให้พิจารณาประกอบ เช่น สี ขนาด ความยืดหยุ่น ฯลฯ

เพิ่มเติมเกี่ยวกับคำศัพท์ที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว บางคำเราจะกล่าวถึงในตอนหน้า
1. Memory คืออะไร - เวลาที่เพื่อนๆ ดึงเอ็นออกจากม้วนแล้ว จะพบว่าบางยี่ห้อเอ็นจะขดเป็นวงๆ บางยี่ห้อจะขดน้อยมากจนเกือบตรง ซึ่งลักษณะขดเป็นวง หรือหงิกๆ งอๆ นี่แหละค่ะเค้าเรียกว่าเมมโมรี่ ดังนั้นถ้ายี่ห้อไหนบอกว่า Extra low / Super low / Zero memory แสดงว่าปัญหาสายขด หรือหงิกงอ จะน้อยค่ะ ปัจจุบันมีสายบางยี่ห้อถึงขั้นตั้งชื่อว่า Amnesia เลยคะ คือสมองเสื่อมไปเลย เมมโมรี่ต่ำสุดๆ

2. Line Diameter - หมายถึงความหนาของสายค่ะ บางยี่ห้อจะไม่ได้บอกเป็นนิ้วหรือซม. แต่บอกเป็นปอนด์แทน เช่น 14/6 Lb Line dia. ก็หมายถึงว่าสายนี้เป็นสายโหลด รับน้ำหนักได้ 14 ปอนด์ แต่มีหน้าตัดขนาดเท่าสายเต็ม 6 ปอนด์ (ประมาณ 0.23 ซม.ค่ะ) ศัพท์พวกนี้นักตกปลาจะเข้าใจกันดี แต่สำหรับคนที่ไม่รู้เรื่องตกปลาเท่าไหร่อาจจะงง ให้ถามคนขายให้ชัวร์จะดีกว่าค่ะว่ามีความหนากี่นิ้ว หรือกี่ซม.กันแน่

3. Abrasion Resistance, Extra Tough - จุดอ่อนอย่างหนึ่งของสายโมโนคือมันเป็นสายประเภทที่แข็งแรงน้อยกว่าสายประเภทอื่น ดังนั้นผู้ผลิตก็พยายามเพิ่มความแข็งแรงให้มากขึ้น คือมีการพัฒนากันอยู่ตลอดค่ะ ส่วนสายประเภทไหนที่แข็งแรงกว่านั้น เราจะอธิบายในบทความถัดไปค่ะ

อย่าลืมอ่านตอนที่ 2 ของบทความนี้นะคะ จะได้ประหยัดค่าเอ็น และช่วยให้คุณเลือกอุปกรณ์การร้อยได้คุ้มที่สุดค่ะ

ทำความรู้จักกันก่อนค่ะ

สวัสดีค่า

ยินดีต้อนรับเข้าบล็อกนะคะ สาเหตุที่ทำบล็อกนี้ขึ้นเนื่องจากเราเองก็เป็นคนรักงานฝีมือคนหนึ่ง โดยเฉพาะการร้อยลูกปัดนี่ชอบมากเลยหล่ะ ทีนี้เวลาร้อยๆ ไป ซักพักก็อยากจะเปลี่ยนแบบเปลี่ยนลายไปเรื่อย อยากจะลองทำดีไซน์ใหม่ๆ บ้าง แต่มักจะมีปัญหาตรงที่ว่า ร้านขายอุปกรณ์งานฝีมือในไทยนั้นมีน้อย แถมที่มีอยู่ก็จะมีของไม่ค่อยมาก เจ้าที่มีมากก็อยู่ไกล๊ไกล เช่นตั้งฮั่วเส็ง หรือไม่ก็ต้องไปสำเพ็ง ซึ่งไปแต่ละทีมันไม่เหมือนไปเดินห้างหรือชอปปิ้งทั่วๆ ไปนะคะ เพราะต้องวางแผนพอสมควร เนื่องจากไกล หรือไม่ก็จอดรถลำบาก โอ๊ยสารพัดที่จะต้องเตรียมตัวค่ะ (โดยเฉพาะเตรียมเงินนี่สำคัญมาก)

เพราะงั้นเราก็เลยอยากทำบล็อกของตัวเองบ้าง จะได้เป็นที่สำหรับแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อของสวยๆ เก๋ๆ รวมถึงไอเดียอะไรก็ตามที่จะช่วยให้ประหยัดได้ เราจะเอามาบอกต่อนะคะ

ถ้าเพื่อนๆ เป็นคนนึงที่ชอบสร้างสรรค์งานแปลกใหม่ แต่รู้สึกขัดใจที่อุปกรณ์บางอย่างหาในเมืองไทยไม่ค่อยจะได้ ขอบอกว่า... คุณเป็นเหมือนเราเลยค่ะ เข้ามาเยี่ยมบล็อกเราบ่อยๆ รับรองว่าถ้าเรามีข้อมูลดีๆ จะเอามาบอกกันคะ จะได้ไม่ต้องง้อร้านบางร้านที่ขายแพ้งแพง